แนะนำก่อน หูฟังจันนั้นเป็นหูฟังของช่างจันทร์ ซึ่งเป็นคนไทย โมหูฟังเองกับมือ นั่นหมายความว่าหูฟังแต่ละอันเป็นหูฟัง Handmade ผลิตกับมือ 

 

แต่ที่ดังก็เพราะมันเป็นหูฟังที่คุ้มค่าและน่าสนับสนุนฝีมือคนไทย

 

ในมุมมองเรา เราว่าน่านับถือมาก คนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ !

 

หูฟังที่เราซื้อมานั้นชื่อ "จัน 2 R" เป็นหนึ่งในซีรีย์ตระกูลช่างจันทร์

 

ราคาไม่แพงประมาณ 4-500 บาทได้

 

แต่ในราคาครึ่งพันเนี่ยะ เรากล้าพูดเลยว่าเสียงของมันเทียบเท่าหูฟังอันละ 1-2 พันเลยหล่ะ

 

นอกจากเป็นหูฟังที่คุ้มค่าแล้ว ยังเรียกได้ว่าเป็นหูฟังที่ต้องอดทนรอด้วย

 

เพราะช่างจันผลิตเดือนละไม่กี่เส้น และคิวก็ยาวเป็นหางว่าวเลยทีเดียว

 

 

 

 

----ต่อไปนี้จะเป็นการรีวิวเสียงของ จัน 2R----

 

ฟังครั้งแรก แบบยังไม่ได้เบิร์นนี่แทบจะเหวี่ยงทิ้งเลยทีเดียวแหลมเสียดหูมาก

 

ก็เลยเอาไปเบิร์นก่อนประมาณ 30 ชม.ได้

 

เสียงออกมาได้ประทับใจมาก (ในราคาเท่านี้นะ)

 

 

เสียงร้องชัดเจน คม ไม่เสียดหู โดดเด่น เสมือนยืนอยู่หน้าเวที

 

ไม่ติดขุ่นแต่อย่างใด ไม่มีมัว ขับออกมาอย่างชัดเจน ( หายากมาในหูฟังราคาเท่านี้แล้วไม่ติดขุ่นเนี่ยะ ปกติหูฟังต่ำกว่าหลักพันต้องติดขุ่นทุกตัวสิน่า )

 

มีพลัง ฟังแล้วนักร้องร้องเพลงแบบไม่ง่วงนอน กระฉับกระเฉงมาก

 

เบส อาจจะไม่ได้มีมากนัก แต่ถือว่ามีอย่างพอดิบพอดี

ช่วงที่เบสเน้นๆจะได้ยินชัดเจน แต่เราว่าเบสออกแนวแห้งไปซักนิด ขาดพลังไปหน่อย ทำให้บางจังหวะที่น่าจะมันส์มากๆก็ดรอปลงไปหน่อย

 

รายละเอียดเสียงดีมาก ได้ยินเสียงทุกเสียง แต่อาจจะไม่ชัดเจนเท่าหูฟังแพงๆ แต่ก็ถือว่าทำได้ดี ไม่ทำให้รู้สึกขาด

 

ติอย่างนึง คือ การวางตำแหน่งของเครื่องดนตรีเป็นระนาบเดียวกัน ขาดความลึก ทำให้ช่วงจังหวะที่เครื่องดนตรีมาพร้อมกันมากๆหลายตัว คนฟังเกิดอาการงง จับไม่ถูกว่าอะไรอยู่ตรงไหน 

 

 

สรุปสั้นๆ : จัน 2R ถือเป็นหูฟังที่คุ้มค่ากับราคาที่สุดเท่าที่เรารู้จักมา 

ถือเป็นหูฟังในตำนานที่สมควรครอบครอง เก็บไว้เป็นที่ระลึก เนื่องจากฝึมือเยี่ยมๆของคนไทย

 

ใครอยากได้ หามือ 1 อาจจะยากสักนิด แต่ถ้ามือ 2 มีปล่อยเป็นระยะที่ห้อง Gadget @ Pantip จ้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาทำความรู้จักกันก่อน Turbine เป็นหูฟังประเภท in-ear หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆก็เป็นหูฟังยัดหู

ประเภทที่ใส่ปุ๊บอุดหูปั๊บเหมือนอยู่ในโลกส่วนตัว ทำนองนั้นแหละ

ซึ่งจะต่างกับ earbud ตรงที earbud จะพอได้ยินเสียงรอบข้างบ้าง

 

 

 

Turbine นั้นสังกัดอยู่ในค่าย Monster ซึ่งคงเป็นค่ายที่รู้จักกันในวงการเพลงอยู่แล้ว

แต่ถ้านึกไม่ออก รุ่นดังๆของค่าย Monster มีอยู่หลายรุ่น ซึ่งคิดว่าถ้าเห็นรูปคงร้องอ๋อ

มันต้องเคยเห็นกันบ้างแหละ

 

เช่นตระกูล Beats by Dr.Dre

ตัวนี้ Beats Studio ซึ่งพูดง่ายๆก็เป็นซับเซตของยี่ห้อ Monster เรียกว่าตระกูล Beats

 

 

 

หรือจะเป็นตัวที่ดีไซน์สวยๆตัวนี้ Heartbeats by Lady GaGa (สาวกกาก้าพลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง)

[ เราเคยรีวิวเสียงของรุ่นกาก้าไว้ในบล๊อคนี้แล้ว ใครอยากอ่านลองหาๆดูนะจ๊ะ ]

 

 

เอาเป็นว่ารู้จักกับยี่ห้อ Monster แล้ว

 

มารู้จัก Turbine กันดีกว่า ...Turbine เป็นหูฟังในระดับราคากลางๆไม่แพงจนเกินไป
(อันนี้พูดในมุมของพวกเล่นหูฟังนะ ระดับราคาแค่นี้เค้าเรียกกลางๆ ราคาช่วง 6 พันเนี่ยะ )

 

แต่ถ้าเป็น User ทั่วๆไป หูฟังราคาเหยียบ 6 พัน ใครซื้อมาก็คงเรียกว่าบ้าไปแล้วหล่ะ จริงไหม?

 

 

เอ้า...มาพูดถึงเสียงของมันดีกว่าว่า Turbine นั้นมีเสียงยังไง

 

เสียงของ Turbine นั้นโดดเด่นที่สุดคือ Bass

เอาเป็นว่าใครชอบเสียงเบส โหยหาเสียงเบสเป็นที่สุด ตัวนี้แหละคือคำตอบของคุณ

แต่ว่าสิ่งที่ได้แตกต่างจากหูฟังบ้าเบสหลายๆตัวนั่นคือ

Turbine เบสหนัก แต่ไม่บดบังเสียงในย่านอื่น

นั่นหมายถึงคุณจะได้ยินเสียงอื่นๆ เช่นเสียงนักร้อง ชัดเจนและไม่โดนกลบ

 

ลักษณะเบสของ Turbine ที่เราประทับใจมากคือ เบสหนัก ลึก กระชับ ฟังแล้วมันส์

ยิ่งถ้าเป็นคนชอบฟังแนวเพลงที่มีเสียงเบส เสียงบีทมากๆ คงล๊าลาลาแบบเราทีเดียวเชียว

 

รายละเอียดเสียงของ Turbine นั้นทำได้ดีมาก แยกเสียงเครื่องดนตรีชัดเจน จนผู้ฟังสามารถจับตำแหน่งได้ว่าเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นวางอยู่ตรงไหน

เสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นก็ไม่ซ้อนทับกัน มีช่วงความห่างกัน ดังนั้นถ้าเล่นพร้อมๆกัน จะรู้ว่ามีเสียงอะไรบ้างอย่างชัดเจน

 

ส่วนเสียงกลอง เมื่อฟังแล้วมันเป็นมากกว่าเสียงกลอง เอ๊ะ...ยังไง ! 

หมายความว่า ไม่ใช่ได้ยินแค่ว่ามันเป็นเสียงตีกลอง แต่มันให้ความรู้สึกว่า ไม้กำลังกระทบกลอง

( คือเราประทับใจจุดๆนี้จริงๆ )

 

อีกส่วนที่เราประทับใจคือเสียง Hi-Hat

ใครยังไม่รู้จัก Hi-Hat  เราเอาภาพมาให้ดู จะได้นึกออก

 

เสียง Hi-Hat มันจะดังแฟ่ๆ ทำนองนั้นอ่า

เสียงนี้จะหายากหรือหาแทบไม่เจอเลยในหูฟังทั่วๆไป

แต่เสียง Hi-Hat ที่ Turbine ให้นั้นมันช่างชัดเจน รู้เลยว่ากำลังตีไอ้สิ่งนี้อยู่ เคลียร์มาก
ไม่มัวเหมือนหูฟังบ้าพลังเบสหลายๆอัน

 

ด้านเสียงสูง หลายๆคนบอกว่า Turbine ยังทำได้ไม่สุด แต่สำหรับเราด้วยความไม่ชอบเสียงสูง เลยเวิร์คมากๆ

เราเป็นประเภทฟังสูงมากไม่ได้ แสบหูสุดๆ เลยคิดว่าสูงประมาณนี้เหมาะแล้วหล่ะ

 

 

พูดอวยมันมาซะมากมาย

 

มาดูข้อเสียดีกว่า

1. Stage ไม่กว้าง เสมือนจะเกือบแคบมั้ง 555 คือไม่ได้กว้างเหมือนร้องเพลงในสนามหญ้า

ให้ความรู้สึกเหมือนนักร้องมาร้องติดหูอย่างงั้นเลยหล่ะ ใครชอบ Stage กว้าง สงสัยจะไม่ชอบตัวนี้

 

2. เสียงกว่าจะคงที่คงกว่าต้องเบิร์นประมาณ 100 ชม.ขึ้นไป ฟังตอนแรกต๊กกะใจ เสียงเบสหายไปไหน

เบิร์นไป 100 ชม. กว่าจะโอเค ...

หากซื้อมาแล้วฟังเลย อาจเกิดความเจ็บปวดและหงุดหงิดใจว่าเสียงทำไมมันกากอย่างงี้เนี่ยะ  

 

3. สีลอกง่ายมาก ตัวสายแจ๊คของเราลอกเห็นสีทองเป็นหย่อมๆแล้ว -*- 

ตัวหูก็เช่นกันลอกง่ายนะจะบอกให้  เพราะเป็นวัสดุเคลือบทั้งหมด ดังนั้นการใช้งานต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ขนาดเราระวังแล้วนะ ก็ยังอุตส่าห์ลอกจนได้ (ลอกตรงแจ๊ค 2 จุด, ตรงตัวหู 1 จุด)

 

4. ใส่ยากมากกว่าจะพอดี คือใครหูไม่มาตรฐานมาใส่ ฟังยังไงก็ไม่เพราะ

เนื่องจากมันต้องใส่ให้พอดีจริงๆ ถึงจะได้เสียงที่หูฟังต้องการจะสื่อออกมา

 

 

 

 *** ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆนะจ๊ะ ***

ภาพ : ถ่ายจากของเราเอง มีความสามารถถ่ายได้แค่นี้นะ สวยกว่านี้ยังไม่สามารถ 555

 

 

 

 

 

BYE BYE

[ Review ] My Motorola Milestone

posted on 09 Apr 2010 19:36 by noak191

รีวิวของเรานั้นไร้ซึ่งหลักการ ดังนั้นน่าจะขาดความเชื่อถือ 555

ถือว่าเป็นการดูรูปไปเล่นๆแล้วกันนะเพื่อนๆ 

 

 

สิ่งแรกที่ต้องได้...หากซื้อเครื่องศูนย์ทรู คือถุงค่ะ ใครซื้อแล้วไม่ได้ต้องทวง ! ไม่งั้นขาดทุน 555

 

 

กล่องค่ะ

 

 

 อุปกรณ์ที่ต้องได้ทั้งหมดค่ะ

ตัวเครื่อง ที่ชาร์ตแบต Smalltalk แผ่นโปรแกรม แล้วก็ Micro SD 8 GB ค่ะ

 

 

ตัวเครื่องค่ะ










 

 

ขนาดเมื่อเทียบกับปากกาค่ะ

 

 

ขนาดเมื่อเทียบกับ hTC Magic และ iPod Touch Gen 3 ค่ะ

 

 

 

เปรียบเทียบกันระหว่าง

Milestone 

Magic

iPod Touch (ความเร็วเทียบเท่า iPhone 3Gs)

 

หากถามว่าทำไมถึงเอา 3 ตัวนี้มาเปรียบเทียบกันทั้งที่เรียกได้ว่าเป็นมวยคนละรุ่น

ด้วยเวลาที่ออกมาต่างกัน ราคาต่างกัน มันจะเอามาเทียบกันได้ไงเนี่ยะ?

คำตอบก็เพราะว่า มีให้เปรียบเทียบอยู่เท่านี้น่ะค่ะ 555+

ก็อ่านเอาขำๆแล้ว เผื่ออยากซื้อแอนดรอย อาจจะประกอบการตัดสินใจได้นิดหน่อย

 

 

หน้าจอ

Milestone > iPod > Magic

ความเหมาะสมในการนำมาดูหนัง ดูคลิป  Milestone ชนะขาดค่ะ ด้วยหน้าจอที่ใหญ่ถึง 3.7 นิ้ว
และความละเอียดของเม็ดสีมากที่สุด

 

 

เปิดเว็บ (ใช้ Edge ในการเปรียบเทียบ)

Milestone > Magic

Milestone เปิดเว็บได้เร็วมาก มากจริงๆ เร็วกว่า Magic มากมาย

*ไม่ได้เอา iPod มาเทียบเนื่องจากไม่มี Edge ให้เล่น มีแต่ Wifi ซึ่งคงเทียบกันไม่ได้ 

 

 

Touch Screen

iPod > Milestone = Magic

iPod ทัชได้เป็นธรรมชาติที่สุด สมูทที่สุดค่ะ เหนือชั้นมาก หาใครเทียบยากจริงๆ
สองตัวที่เหลือความแม่นยำในการกดและความสมูทพอๆกันค่ะ เห็นความแตกต่างกันระหว่างสองตัวน้อยมากๆๆๆ 

ถ้าถามว่า Milestone การทัชดีแค่ไหน เราว่าก็ดีมาก แต่แค่ยังไม่เทียบเท่า iPod เท่านั้นเอง

 

จบแย้ว

แค่นั้น

 

 

ฮาโหย ยยยย

ไม่ได้ อัพบล๊อค+เข้าบล๊อคมานานมากๆๆๆๆ

วันนี้ ฤกษ์ดี อากาศร้อนดี จึงเข้ามาอัพบล๊อคนะเออ

 

 

 

จริงๆ แล้วเราเปรยๆกับเพื่อนๆแก๊งบัฟมานานแล้วว่า...ข้าพเจ้าอยากเปลี่ยนมือถือยิ่งนัก

บ่นมา ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง แต่น-แตน-แต๊นนนนนนนน

มือถือ เครื่องใหม่ใสปิ๊งของเรา

 

 

ก่อนจะซื้อ สับสนมาก เพราะแอนดรอยออกมาเยอะ แล้วที่กำลังจะออกก็เยอะ

เริ่ม แรกเลยกะจะซื้อ HTC Magic แต่ทว่าข่าว แว่วๆว่ากูเกิ้ลจะออก Nexus One มา

เราก็ เลย โอ้เวรี่หลั่นล๊า รอ ร๊อ รอ

และ แล้วมันก็มาจริงๆ แต่ไม่มีขายในไทย ต้องเป็นเครื่องหิ้ว

เราก็ เอาวะ ซื้อหิ้วก็หิ้ว ปรึกษาพี่สะพานควายและพี่พญาไท ก็โดนด่าเละเทะว่า
เครื่องนอกอย่าไปซื้อเลย มีปัญหาซ่อมไหนอ่ะ
เกิดแกซวยทำไง
แกซื้อของทีไรยิ่งชอบเจอแจ๊คพอตอยู่

(เอ่อ...อันหลังนี่แอบจริง...1 ใน 1000 ที่เสียต้องเป็นกรูทุกทีสิน่า)

 

 

และแล้วสวรรค์ก็เหมือนจะเห็นใจ...มั้ง?

TrueMove ก็เอา Motorola Milestone เข้ามา ราคาศูนย์  18,500 บาท
ไม่รวม
vat  จ่าย จริงก็ 19,795 บาท เหยียบ 2 หมื่นเลยนะนั่น ราคานี้ฆ่าฉันเถอะ ...

ราคานี้แพงเอาการเลย ก็เลยสับสนว่า เดี๋ยวสิ้นเดือนนี้ HTC LEGEND จะออกแล้ว
เอาไงดีในราคาที่แทบจะเท่ากัน
(  LEGEND เปิดตัว 18,900 บาท )

แต่ แล้วพอดีว่าได้สิทธิจากเว็บไซต์ ซื้อ Milestone ในราคา(เสมือน)จะพิเศษ 16,900 บาท
( รวม
vat แล้วก็ 18,083 บาท ) แถม Multimedia Station ด้วย
( แท่นวางแล้วมันจะกลายเป็น
Digital Clock หรือเอาไว้ดูหนังเพลินๆน่ะ
องศามันจะพอดีถ้าวางบนโต๊ะ )

ราคา นี้ก็โอเคอยู่นะ


 

สรุปก็ เลยจองไป

 

ถึงกำหนดรับ ตื่นเต้นม๊ากมาก ... นอนไม่หลับ ... มือถือใหม่ของฉ๊านนนน

ตื่นเช้ามา...รีบไปพารากอนดีกว่า...เปิดทีวี


เสื้อแดงยึดสี่แยกราชประสงค์ ส่งผลให้ห้างละแวกนั้นได้แก่ เซ็นทรัลเวิร์ล พารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอร์รี่ปิดชั่วคราว” <--- เฮียสอรายงาน


-*- อ้าววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววว

แล้วมือถือชั้นละ...ตรึง !!!!

   

เอาเถอะ...ในที่สุดทรูก็ประกาศแบบงงๆมาว่าให้ไปรับเครื่องที่ True Shop ห้างฟอร์จูน 


เพื่อความชัวร์...เราก็เลยโทรไปหา Call Center ของทรู ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น CC ที่สับสน งง ไม่รู้เรื่องที่สุดใน 3 โลก ถามปุ๊บ...ได้ความว่าต้องไปรับเครื่องที่ตึกทรูตรงข้ามฟอร์จูนที่เดียวเท่านั้นค่ะ

อ้าว...ไหงงั้นอ่า...ด้วยความซื่อ+บื้อด้วยมั้ง


ก็เลยเดินไปตึกทรูหลังเลิกฝึกงาน...แอบคิดในใจว่ามันจะไม่ปิดเหรอวะ
หกโมงกว่าแล้วเนี่ยะ

( จาก MRT เดินไปตึกทรูเกือบ 30 นาที  )


เดินไปถึงตึก แจ้งเจ้าหน้าที่ใต้ตึก บลา บลา บลา

ได้ความอันเจนจัดและชัดเจนเป็นคำสั้นๆ ห้วนๆว่า

"ไม่มีคนอยู่แล้วครับ กลับบ้านกันไปหมดแล้ว"

 


อุเหม่ !!! พูดจาไม่น่าระรื่นเลยนะคะ

(เกือบเหวี่ยงไปละ แต่คิดได้ว่าถ้าเหวี่ยงไปอาจหมดเรี่ยวแรงเนื่องจากเสียพลังงานในการเดินไปมากโข)


 

 

 

สรุปไม่รู้จะทำไง ก็เลยเดินย้อนกลับไปฟอร์จูน เผื่อที่จะมีช็อปที่รับเครื่องได้

แล้วสัญญากับสวรรค์ว่า "ถ้าไปฟอร์จูนแล้วกรูไม่ได้เครื่องนะ กรูไม่เอาละ"


 

เดินกลับไปฟอร์จูน ไกลมากกกกก ( อีก 30 นาทีจากตึกทรู ) ถึงฟอร์จูนทุ่มต๋อยๆ 


 

ช็อปอยู่ชั้น 3 ค่ะ

แต่เราหาบันไดเลื่อนไม่เจออ่า

แอบคิดในใจว่า "ห้างไรเนี่ยะ ไม่มีบันไดเลื่อน หรือเค้าใช้บันไดลิงกันหว่า"

 


เออดี...ไม่มีบันไดเลื่อนใช่ม๊ะ
  กรูขึ้นบันไดหนีไฟก็ได้ ไม่ง้อแล้ว

 


ตอนคิดในใจว่าไม่ง้อบันไดเลื่อน มันไม่เหนื่อยหรอกค่ะ

แต่เอาเข้าจริงๆปีนบันไดหนีไฟไปแค่
2 ชั้นก็หอบแฮกๆแล้ว"

 


กว่าจะถึงชั้น
3 ... หมดแรง ... เครื่องเคริ่งไม่อยากได้แล้ว อยากนอนแผ่มากกว่า

 

จากนั้นก็เดินดุ่มๆไป...จนเจอช๊อปมหัศจรรย์ที่ตามหา


ให้ความรู้สึกเสมือนเห็นโอเอซิสกลางทะเลทราย

 


แทบถลาาาาาาาาาาาาาาเข้าไปโผกอดช๊อปเลย

 


"
มารับเครื่อง Milestone ค่ะ" เราบอกกับพนักงานที่ยืนอยู่ตู้แรกสุด

หน้าเค้างงมาก คงคิดในใจว่า


-
ตูขาย BB  มองไม่เห็นไงยะหล่อน ในตู้ใสๆที่ชั้นยืนสวยอยู่มีแต่ BB ทั้งน๊านนน 
มายสโตน...นู่นตู้นู้นหล่อน-

เมื่อพนักงานประมวลผลได้ว่าควรจะพูดอะไร จึงตอบกลับมาว่า

"ตู้ด้านซ้ายครับ"

 


เราก็เดินไปตู้ซ้าย ...สรุปก็ได้เครื่องมาพร้อมกับจ่ายกะตังค์...

มีคนมารับเครื่องหลายคนอยู่เหมือนกันแอบดีใจว่ามีคนสนใจเยอะนะเนี่ยะ

 

 

จบด้วยประการละฉะนี้แล.............................................................................!!!

 

28/01/2010

กลุ่มเราต้องไปทำงานสัมภาษณ์ไปรษณีย์ไทย ณ หลักสี่ (ที่ทำการใหญ่)

 

กลุ่มเราจึงวางแผนกันอย่างแข็งขันว่าควรจะเลือกเดินทางโดยโหมดใด

 

ศึกษาเส้นทางผ่าน Google Map ตั้งแต่วันที่ 27

Photobucket

 

แต่

 

แต่

 

แต่

 

สรุปกันอีท่าไหนมิทราบ จึงตัดสินใจเดินทางด้วยรถไฟ !!!

 

เป็นโหมดที่มีความนิยมติดอันดับโลก

 

การเดินทางภายในกรุงเทพโดยรถไฟ !!!

 

รุ่งเช้านัดที่หัวลำโพง เราจึงต้องเดินทางโดยรถเมล์สาย 29 จากแถวพญาไท

 

รถเมล์ร้อนสีแดงมา จึงรีบขึ้น

กะทำใจไว้แล้ว ไอ้สาย 29 รถแดงนี่ไว้ใจไม่ได้

 

แล้วก็เป็นไปตามคาด

 

มันขับรถอย่างกับคับ Formula 1 เลี้ยวโค้งไม่มีเบรค มันคงกะจะ Drift แล้ว หักเลี้ยวอย่างเดียว

 

แต่ในที่สุดก็ถึงหัวลำโพงโดยสวัสดิภาพ

 

แอบตื่นเต้น ไม่ได้ขึ้นรถไฟมานาน คิดในใจ "นี่ไง...หัวลำโพง"

 

เพื่อนซื้อตั๋วให้แล้ว กำลังจะจ่ายตังค์ มันบอก 0 บาท

โอ้...แม่เจ้า 0 บาท เป็นการเดินทางที่ประหยัดอะไรเช่นนี้

เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไม 0 บาท แต่ช่างมันเถอะ

ความงกบังตา...ศูนย์บาทช่างลั๊นลา

Photobucket

 

แต่การขึ้นรถไฟนั้นมันช่างตื่นเต้น

รถไฟกำลังเคลื่อนตัวจอดที่ชานชลา

ก็มีป้าซิ่ม ป้าแช่ม จากไหนไม่รู้เดินมาจ่อเตรียมขึ้นเต็มไปหมด

ให้อารมณ์ "ถอยไป ถอยไป อั๊วะมาก่อน"

 

รถไปจอดสนิทปุ๊บ ป้าซิ่ม ป้าแช่มก็รีบวิ่งไปจับจองที่โดยทันใด

พวกเราอุ้ยอ้าย ทำตัวมารยาทดี 

สรุปหาที่นั่งไม่ได้ เลยต้องเดินไปอีกตู้...(ก็ยังดีที่มีที่นั่ง)

 

 

นั่งปุ๊บ...พวกเราก็นั่งเม้าส์ ถ่ายรูป เหมือนคนบ้า ไม่เคยขึ้นรถไฟ

Photobucket

Photobucket

 

 

โอ้...ขบวนนี้มีฝรั่งด้วยแฮะ

ฝรั่งเค้าคงอยากสัมผัสความเป็นอยู่ของบ้านเรา

ทิวทัศน์อันงดงาม

 

แต่เมื่อขบวนรถเคลื่อนตัว และวิ่งด้วยความเร็วสี่สิบต๋อยๆ

วิวข้างทางที่เราพบคือ

"นกหาอะไรกินในน้ำเน่าๆริมทาง"

สุดยอดดดดดดดดดดดด ฝรั่งคงประทับใจกรี๊ดจนฟันโยกหาหมอฟันไม่ทันไปแล้วมั้งเนี่ยะ !!!

 

เมื่อถึงหลักสี่

เราก็กระโดดลงอย่างสวยงาม

 

จากนั้นเดินทางต่อด้วยแท๊กซี่

ก็ไปเดินหามุมโบกดีๆ...แต่ยังไม่ทันเจอแท๊กซี่ เจอรถไปรษณีย์วิ่งผ่านไป

พวกเราดีใจมาก...กรี๊ดกร๊าด ชี้ไปที่รถ แล้วพูดว่า "รถไปรษณีย์"

ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าจะตื่นเต้นไปเพื่อ...อาจจะเพราะอยากติดรถไปด้วย เห็นว่าไปทางเดียวกัน

คนขับหันมามองด้วย...คงคิดในใจว่า ไอ้พวกนี้บ้าเปล่าเนี่ยะ สงสัยไม่เคยเห็นรถไปรษณีย์

 


 

เมื่อถึงที่ทำการไปรษณีย์หลักสี่

ไม่อยากจะเชื่อ........มันหญ่ายยยยยยยยยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

 

มันคืออาณาจักรไปรษณีย์ เรียกงั้นได้เลย

ใหญ่ยักษ์...มโหฬาร

 

 

 

 

 

Photobucket

( ภาพประกอบ...เมื่อพวกเรากรี๊ดกร๊าดกับรถไปรษณีย์สภาพโทรมๆที่วิ่งผ่านจำนวน 1 คัน พวกเราก็พบสัจธรรมว่ารถไปรษณีย์นั้นมีจอดอยู่มากมายในศูนย์ไปรษณีย์ เหตุใดเราต้องกรี๊ดกร๊าดเหมือนผีบ้าตากแดดด้วยหล่ะ !?!? )

 

 

เมื่อเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์

Photobucket

 

...ขากลับ...

พวกเราไม่เิลิกวุ่นวาย

ชี้ไปที่รถคนนึงสีแดงๆ เหมือนรถทัวร์

พวกเรา : "รถอะไรคะ"

พี่เจ้าหน้าที่ : "รถพนักงาน"

พวกเรา : "ไปไหนคะ"

พี่เจ้าหน้าที่ : "หมอชิต อนุเสาร์รีย์"

พวกเรา : "ติดไปด้วยได้ไหมคะ"

พี่เจ้าหน้าที่ : "......อืม..... เดี๋ยวพี่ไปติดต่อพี่ต๋อม(นามสมมติ)ให้"

เค้าจะิคิดไหมว่า เด็กมหาลัยนี้มันอะไรของมันเนี่ยะ วุ่นวายจริงเชียว

แต่พวกเราไม่แคร์สี่อ จึงได้ขึ้นรถพนักงานสมใจ

ที่สำคัญ

ไม่เสียเงิน !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

 

 

 

 

 

สุดท้ายก็กลับมายังที่พักอย่างปลอดภัย

 

ลั๊นลา~~~